วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ลาวแซงหน้าไทยแล้ว!

ลาวแซงหน้าไทยแล้ว! สร้างรถไฟความเร็วสูง เชื่อมเวียดนาม 

รถไฟความเร็วสูง
ภาพประกอบ รถไฟความเร็วสูง

      หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ของลาว รายงานว่า ลาวได้ลงนามข้อตกลงพัฒนาเครือข่ายรถไฟเพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกับเวียดนามเป็นสายแรก และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายรถไฟเชื่อมภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เว็บไซต์สำนักข่าวซินหัวของจีนอ้างรายงานดังกล่าวว่า ลาวกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเครื่อข่ายทางรถไฟมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเชื่อมกับเวียดนาม โดยการลงนามมีขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ที่นครหลวงเวียงจันทน์ของลาวเมื่อวันจันทร์ (5 พ.ย.) โดยตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 5 ปี นายกรัฐมนตรีทองสิง ทำมะวง ของลาว และนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย เป็นประธานในพิธีลงนามระหว่างรัฐบาลลาวกับบริษัทไจแอนท์ คอนโซลิเดทเต็ด ของมาเลเซีย สร้างทางรถไฟรางคู่มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 124,000 ล้านบาท) ความยาว 220 กิโลเมตร เชื่อมแขวงสะหวันนะเขตฃของลาวกับเมืองลาวบาว ทางตอนกลางของเวียดนามทางรถไฟลาวเวียดนามนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางรถไฟเชื่อมภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จก็จะเชื่อมการเดินทางจากสิงคโปร์ผ่านมาเลเซีย ไทย เข้าไปยังเมืองคุนหมิงของจีนด้วยรถไฟความเร็วสูง
ขอบคุณข้อมูล มติชนออนไลน์

เวียดนามจะแซงไทยจริงหรือ ?


เวียดนามจะแซงไทยจริงหรือ ?
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต(ไทยรัฐ)

เวียดนามจะแซงไทยจริงหรือ ?

ในฐานะที่บริษัทผมไปลงทุนในเวียดนาม จึงมีโอกาสบินไปมาเวียดนามมาตลอด 3 ปี ได้เรียนรู้ตลาดที่โน่นพอสมควร เห็นทั้งโอกาส และอุปสรรคต่างๆความได้เปรียบของประเทศไทยเราที่มีเหนือกว่าเวียดนาม รวมถึงสิ่งไหนที่เขาไล่ตามเรามาติดๆ เราจะได้รู้ตัวเอง ที่สำคัญ ในปีหน้าที่จะเข้าสู่เออีซี (AEC) จะได้รู้เขารู้เราครับ

คนมักพูดว่า เวียดนามเข้าใกล้ไทยมาก ผมว่าต้องแยกเรื่องให้เห็นชัดเจน ว่าที่บอกว่าไล่มาทัน หรือแซงคือเรื่องอะไร ถ้าไม่พูดว่าเวียดนามขายข้าวแซงไทยได้ บ้างก็บอกว่าเวียดนามชนะเราทุกเรื่อง อันนี้คงไม่จริงแน่ครับ ผมจะลองมองเป็นข้อๆ จะได้เห็นภาพชัดเจน และ ผมมั่นใจว่าข้อมูลผมอัปเดตแน่นอนครับ เพราะผมต้องอยู่ในสถานการณ์แข่งขันระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ตลอดเวลา
Infrastructure ต้องบอกเลยครับว่าโครงสร้างขั้นพื้นฐานในเวียดนาม ยังคงตามเราอยู่มาก ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา ยังคงไม่ค่อยเสถียร ยังมีไฟดับในเมืองใหญ่ๆ อยู่บ่อยครั้ง อาจจะไม่บ่อยเท่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังถือว่าเป็นปัญหามาก
ยิ่งไปกว่านั้น คือ เรื่องการจราจรบนท้องถนน ยิ่งคุณไปต่างจังหวัด โดยกฎหมายแล้ว คุณใช้ความเร็วได้เพียง 50-70 กม.ต่อชั่วโมง นั่งรถไปต่างเมือง ระยะทาง 100-200 กม. คุณอาจจะต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงทีเดียว ประกอบกับ พื้นผิวถนนที่ค่อนข้างแย่ ยิ่งจะต้องระมัดระวังไปกันใหญ่ครับ
และอีกสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจอีเวนท์ของผมคือเรื่องสถานที่จัดงาน หรือ Venue ในโฮจิมินห์ซิตี้เองที่ถือว่าเมืองการค้า สถานที่จัดประชุมขนาดเล็กกว่ากรุงเทพมาก ไม่มีศูนย์การประชุม หรือศูนย์แสดงสินค้าที่มีขนาดใหญ่เท่าบ้านเรา เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะจัดงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ ในขณะนี้เรียกได้ว่า ไม่มีทางเลย ที่มีอยู่ก็มีเพียงแค่แห่งเดียว ขนาดประมาณ 2 หมื่นตารางเมตร หรือ เท่ากับชาเลนเจอร์เมืองทองเพียงแค่ 1 ฮอลล์ เท่านั้น
ระเบียบกฎเกณฑ์ เวียดนามในฐานะที่ยังปกครองด้วยระบบสังคมนิยม รัฐบาลผูกขาดอำนาจ การตัดสินใจ และการพิจารณาอนุมัติที่ยังไม่สม่ำเสมอ มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ ระเบียบ กฎหมายบ่อยครั้ง ที่สำคัญที่มีให้เห็นอยู่เสมอ ก็คือ ความไม่แน่นอนของราชการว่า มีโครงการไหนที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ ทั้งที่เนื้อหาทั้ง 2 โครงการเหมือนกัน โดยอยู่ภายใต้การตัดสินใจที่ไม่ได้อิงหลักเกณฑ์
อย่างที่บริษัทผมไปทำงาน เกี่ยวกับการจัดงานอีเวนท์ที่นั่น ถ้าเป็นงาน Public หรือเปิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมงานด้วย รัฐบาลจะเข้ามาดูถึงรายละเอียดของสคริปหรือรูปแบบทั้งหมดในการจัดงานกันเลยทีเดียวครับ ก่อนจะอนุญาตให้จัดงาน นอกจากนี้ บริษัทที่มีหน้าที่จัดงานก็ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำกันได้ ที่สำคัญบางครั้ง อนุมัติให้จัดงาน ขายบัตรไปแล้ว อยู่ดีๆ ผู้มีอำนาจเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาดื้อๆ ก็ลุกขึ้นมาให้ยกเลิกการจัดงาน เพียง 1 วันก่อนมีงานก็เคยเจอกันมาแล้วครับ
มาตรฐาน ถ้าเทียบมาตรฐานต่างๆ ในประเทศเวียดนาม ยังถือว่าไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็นในหลายๆ อย่างครับ อาทิ เรื่องหมวกกันน็อคที่บังคับให้คนขับขี่มอเตอร์ไซต์ต้องสวมใส่ทุกคน ต้องยอมรับว่าทางการบังคับใช้ได้อย่างทั่วถึงจริง แต่ถ้าไปดูที่คุณภาพหมวกที่ใช้แล้ว คุณภาพและความปลอดภัยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ค่อนข้างบาง คือมีความหนากว่าหมวกแก๊ปทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้ากรณีเกิดอุบัติเหตุจริงคงช่วยอะไรไม่ได้เลย หมวกที่คนไทยเราใช้สำหรับปั่นจักรยาน ทั่วไปแข็งแรงกว่ามากครับ นี่แค่ 1 ตัวอย่างนะครับ หรือ แม้แต่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในธุรกิจอีเวนท์ แสง เสียง ก็ถือได้ว่าประเทศไทยเราก้าวล้ำไปไกลกว่ามากครับ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อันนี้ผมยืนยันว่า ไม่มีทางสู้บ้านเราได้เลยครับ จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งประเทศในเวียดนามมีเพียง 7 ล้านกว่าคน ในขณะที่ของเรามีถึงกว่า 24 ล้านคนมากกว่าหลายเท่า เนื่องจากเวียดนามเองขาดแหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมก็คล้ายคลึงไปทางประเทศจีนมาก การแสดงศิลปะที่เป็นตัวตนของชาติจึงยังสู้ศิลปวัฒนธรรมของไทยดั้งเดิมที่มีมากว่านับร้อยนับพันปีไม่ได้
แหล่งท่องเที่ยวก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือให้ความสำคัญมากนัก ส่วนพวกสถานที่ท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือเป็น Man made นั้นยิ่งหาได้น้อยมาก
นี่คงเป็นมุมมองที่ผมได้สัมผัส เวียดนามอย่างใกล้ชิดในระดับหนี่ง แต่ไม่ได้ให้คนไทยหลงว่าเรายังนำเขาอยู่ ตราบใดที่เรายังมีผู้นำในสังคมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศให้เติบโตไปได้ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือกลับนำพาประเทศถดถอยลงไปแล้วล่ะก็
อย่าว่าแต่เวียดนามเลยครับ ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็ทิ้งเราแบบไม่เห็นฝุ่นเลยก็เป็นได้เช่นกันครับ

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

แรงงานข้ามชาติกับประชาคมอาเซียน

แรงงานข้ามชาติกับประชาคมอาเซียน
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
    
     ประเด็นเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมักจะสร้าง ความสับสนอยู่เสมอ เนื่องจากหลายๆ คนเข้าใจว่าเมื่อมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการในปี 2558 แล้ว แรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะจากเมียนมาร์ สปป.ลาวและกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ (UNSKILLED LABOUR) จะไหลถาโถม เข้ามาทำงานในประเทศไทย และจะเข้ามาแย่งงานคนไทยทำ ซึ่งในความเป็นจริงประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศไม่เคยมีการตกลงแต่อย่างใดที่จะให้มี การเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ แม้จะมีเป้าหมายในการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี ก็เป็นเพียงการตั้งเป้าหมายว่าจะให้แรงงานฝีมือ (SKILLED LABOUR) สามารถเคลื่อนย้าย ได้เท่านั้น
และในความเป็นจริง ณ ปัจจุบันการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น จะมีก็เพียงการกำหนดคุณสมบัติไว้ก่อนเท่านั้นว่า ถ้าในวันหนึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนมีการอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน ฝีมือได้อย่างเสรีแล้ว แรงงานที่ทำได้ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในข้อตกลงยอมรับร่วม (MUTUAL RECOGNITION ARRANGEMENTS: MRAS) เหล่านี้เท่านั้นที่จะสามารถเข้ามาทำงานและออกไปทำงานในประเทศอาเซียนได้ อย่างเสรี การเข้ามาของแรงงานต่างด้าวที่เป็นแรงงานระดับล่างหรือแรงงานไร้ฝีมือที่เรา พบเห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นผลมากจากกฎข้อบังคับอื่นๆ ที่ฝ่ายไทยสร้างขึ้นมาเอง นั่นคือ การอนุญาตให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากในปัจจุบัน ในตลาดแรงงานของไทยเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานแล้ว โดยเฉพาะแรงงานวัยฉกรรจ์ที่พร้อมจะทำงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น มักจะเป็นงานที่มีลักษณะเป็นงานหนัก สำหรับอาเซียนปัจจุบันได้มีการกำหนดคุณสมบัติของแรงงานหรือ MRAS เสร็จไปแล้ว 8 วิชาชีพโดยสามารถจำแนก MRAS ได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
      รูปแบบแรก คือการจัดทำมาตรฐานคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพขึ้นมา อย่างชัดเจน ซึ่งมักจะเป็นวิชาชีพที่มีทักษะชั้นสูงในการประกอบวิชาชีพ โดย 5 วิชาชีพแรก ได้แก่ วิศวกร สถาปนิก พยาบาล หมอ และหมอฟันที่ได้มีการจัดทำ MRA ไปแล้ว นั้น กากำหนดคุณสมบัติจะลงในรายละเอียด เรื่องวุฒิการศึกษา การมีใบอนุญาตภายในประเทศประเทศของตน จำนวนปีและประเภทของประสบการณ์ทำงานภายหลังการจบการศึกษา การศึกษาต่อเนื่อง และเรื่องจริยธรรม โดยในอนาคตหากนักวิชาชีพที่สามารถทำตนเองให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม MRA ก็สามารถเดินทางไปขอใบรับรองในสภาวิชาชีพของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำงานได้ แน่นอนว่าในอนาคตอาชีพในลักษณะที่มีแนวทางการปฏิบัติงานชัดเจนและเป็น วิชาชีพชั้นสูงก็จะมีการจัดทำ MRA ในลักษณะนี้มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น เภสัชกร นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด
      รูปแบบที่สอง จะเป็นกรอบข้อตกลงของวิชาชีพนักสำรวจ และนักบัญชี เนื่องจากแต่ละประเทศอาเซียนมีรูปแบบการศึกษาและวิธีการปฏิบัติงานที่มีข้อ กำหนดที่แตกต่างกัน ดังนั้นอาเซียนจึงกำหนดเป็นเพียงกรอบข้อตกลงกว้างๆ (MRA FRAMEWORK) ว่านักสำรวจ นักบัญชีที่จะสามารถทำงานระหว่างคู่ประเทศหนึ่งๆ ของอาเซียนได้ต้องมีคุณสมบัติในประเด็นใดบ้าง ส่วนในรายละเอียดเรื่อง จำนวนปี เรื่องระดับการศึกษา ให้แต่ละคู่ประเทศในอาเซียนไปตกลงกันเอง โดยในอนาคตวิชาชีพที่น่าจะมีการกำหนดกรอบ MRA FRAMEWORK เช่นนี้ก็คือ นักกฎหมาย และสำหรับบริการการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นวิชาชีพล่าสุดที่มีการจัดทำ MRA เราพบว่า มีตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับบริการท่องเที่ยวอยู่ถึง 32 ตำแหน่งงานภายใน MRA ที่บังคับใช้ไปแล้ว โดยมีตั้งแต่ระดับล่างสุด เช่น พนักงานเสิร์ฟอาหาร ไปจนถึงระดับบน เช่น ผู้จัดการโรงแรมด้านการต้อนรับและดูแลลูกค้า ดังนั้น MRA เรื่องการท่องเที่ยวจึงมีลักษณะเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะมาขออนุญาตออกใบ รับรองการทำงานแบบ COMPETENCY BASE นั่นคือจะกำหนดคุณสมบัติเป็นตำแหน่งงานย่อยๆ ว่า คนที่จะมาขอทำงานในตำแหน่งงานนี้ ต้องมีความสามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้มีการกำหนดในลักษณะของ วุฒิการศึกษา หรือใบอนุญาตการทำงานในประเทศเช่นเดียวกับอีก 7 วิชาชีพข้างต้น โดยในอนาคตนักวิชาชีพที่ลักษณะกึ่งฝีมือ หรือ SEMI-SKILLED LABOUR ไม่ว่าจะเป็นช่างประปา ช่างไฟฟ้า ช่างคุมงานก่อสร้าง (โฟร์แมน) ก็มีแนวโน้มที่จะมีการจัดทำ MRA ในลักษณะนี้บริการการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นวิชาชีพล่าสุดที่มีการจัดทำ MRA พบว่า มีตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับบริการท่องเที่ยวอยู่ถึง 32 ตำแหน่งงาน
ที่มา :  อาจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/802#ixzz2uGDyl6xI

วิดิโอประกอบ

AEC คืออะไร


ประวัติความเป็นมาประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

Asean Economic Community-AEC
Asean Economic Community History
        AEC เป็นการพัฒนามาจากการเป็น สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of South East Asian Nations : ASEAN) ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีประเทศผู้ก่อตั้งแรกเริ่ม 5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่อมาในปี 2527 บรูไน ก็ได้เข้าเป็นสมาชิก ตามด้วย 2538 เวียดนาม ก็เข้าร่วมเป็นสมาชิก ต่อมา 2540 ลาวและพม่า เข้าร่วม และปี 2542 กัมพูชา ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 10 ทำให้ปัจจุบันอาเซียนเป็นกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคขนาดใหญ่ มีประชากร รวมกันเกือบ 500 ล้านคน
      จากนั้นในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่  9 ที่อินโดนีเซีย เมื่อ 7 ต.ค.  2546  ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ตกลงกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งประกอบด้วย3 เสาหลัก คือ
     1.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community:AEC)
     2.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (Socio-Cultural Pillar)
     3.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (Political and Security Pillar)
     คำขวัญของอาเซียน คือ “ One Vision, One Identity, One Community.” หนึ่งวิสัยทัศน์   หนึ่งอัตลักษณ์   หนึ่งประชาคม
เดิมกำหนดเป้าหมายที่จะตั้งขึ้นในปี 2563 แต่ต่อมาได้ตกลงกันเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้นเป็นปี 2558 และก้าวสำคัญต่อมาคือการจัดทำปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2552 นับเป็นการยกระดับความร่วมมือของอาเซียนเข้าสู่มิติใหม่ในการสร้างประชาคม โดยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งทางกฎหมายและมีองค์กรรองรับการดำเนินการเข้าสู่ เป้าหมายดังกล่าวภายในปี 2558
      ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 10 ประเทศได้แก่  ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา บรูไน
สำหรับเสาหลักการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC )ภายในปี 2558 เพื่อให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ อย่างเสรี และเงินทุนที่เสรีขึ้นต่อมาในปี 2550 อาเซียนได้จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) เป็นแผนบูรณาการงานด้านเศรษฐกิจให้เห็นภาพรวมในการมุ่งไปสู่ AEC ซึ่งประกอบด้วยแผนงานเศรษฐกิจในด้าน ต่าง ๆ พร้อมกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ จนบรรลุเป้าหมายในปี 2558 รวมทั้งการให้ความยืดหยุ่นตามที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงกันล่วงหน้า
ในอนาคต AEC จะเป็นอาเซียน+3 โดยจะเพิ่มประเทศ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ด้วย และต่อไปก็จะมีการเจรจา อาเซียน+6 จะมีประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อินเดียต่อไป

ที่มา: http://www.thai-aec.com