![]() |
| ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต(ไทยรัฐ) |
เวียดนามจะแซงไทยจริงหรือ ?
ในฐานะที่บริษัทผมไปลงทุนในเวียดนาม จึงมีโอกาสบินไปมาเวียดนามมาตลอด 3 ปี ได้เรียนรู้ตลาดที่โน่นพอสมควร เห็นทั้งโอกาส และอุปสรรคต่างๆความได้เปรียบของประเทศไทยเราที่มีเหนือกว่าเวียดนาม รวมถึงสิ่งไหนที่เขาไล่ตามเรามาติดๆ เราจะได้รู้ตัวเอง ที่สำคัญ ในปีหน้าที่จะเข้าสู่เออีซี (AEC) จะได้รู้เขารู้เราครับ
คนมักพูดว่า เวียดนามเข้าใกล้ไทยมาก ผมว่าต้องแยกเรื่องให้เห็นชัดเจน ว่าที่บอกว่าไล่มาทัน หรือแซงคือเรื่องอะไร ถ้าไม่พูดว่าเวียดนามขายข้าวแซงไทยได้ บ้างก็บอกว่าเวียดนามชนะเราทุกเรื่อง อันนี้คงไม่จริงแน่ครับ ผมจะลองมองเป็นข้อๆ จะได้เห็นภาพชัดเจน และ ผมมั่นใจว่าข้อมูลผมอัปเดตแน่นอนครับ เพราะผมต้องอยู่ในสถานการณ์แข่งขันระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ตลอดเวลาInfrastructure ต้องบอกเลยครับว่าโครงสร้างขั้นพื้นฐานในเวียดนาม ยังคงตามเราอยู่มาก ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา ยังคงไม่ค่อยเสถียร ยังมีไฟดับในเมืองใหญ่ๆ อยู่บ่อยครั้ง อาจจะไม่บ่อยเท่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังถือว่าเป็นปัญหามาก
ยิ่งไปกว่านั้น คือ เรื่องการจราจรบนท้องถนน ยิ่งคุณไปต่างจังหวัด โดยกฎหมายแล้ว คุณใช้ความเร็วได้เพียง 50-70 กม.ต่อชั่วโมง นั่งรถไปต่างเมือง ระยะทาง 100-200 กม. คุณอาจจะต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงทีเดียว ประกอบกับ พื้นผิวถนนที่ค่อนข้างแย่ ยิ่งจะต้องระมัดระวังไปกันใหญ่ครับ
และอีกสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจอีเวนท์ของผมคือเรื่องสถานที่จัดงาน หรือ Venue ในโฮจิมินห์ซิตี้เองที่ถือว่าเมืองการค้า สถานที่จัดประชุมขนาดเล็กกว่ากรุงเทพมาก ไม่มีศูนย์การประชุม หรือศูนย์แสดงสินค้าที่มีขนาดใหญ่เท่าบ้านเรา เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะจัดงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ ในขณะนี้เรียกได้ว่า ไม่มีทางเลย ที่มีอยู่ก็มีเพียงแค่แห่งเดียว ขนาดประมาณ 2 หมื่นตารางเมตร หรือ เท่ากับชาเลนเจอร์เมืองทองเพียงแค่ 1 ฮอลล์ เท่านั้น
ระเบียบกฎเกณฑ์ เวียดนามในฐานะที่ยังปกครองด้วยระบบสังคมนิยม รัฐบาลผูกขาดอำนาจ การตัดสินใจ และการพิจารณาอนุมัติที่ยังไม่สม่ำเสมอ มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ ระเบียบ กฎหมายบ่อยครั้ง ที่สำคัญที่มีให้เห็นอยู่เสมอ ก็คือ ความไม่แน่นอนของราชการว่า มีโครงการไหนที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ ทั้งที่เนื้อหาทั้ง 2 โครงการเหมือนกัน โดยอยู่ภายใต้การตัดสินใจที่ไม่ได้อิงหลักเกณฑ์
อย่างที่บริษัทผมไปทำงาน เกี่ยวกับการจัดงานอีเวนท์ที่นั่น ถ้าเป็นงาน Public หรือเปิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมงานด้วย รัฐบาลจะเข้ามาดูถึงรายละเอียดของสคริปหรือรูปแบบทั้งหมดในการจัดงานกันเลยทีเดียวครับ ก่อนจะอนุญาตให้จัดงาน นอกจากนี้ บริษัทที่มีหน้าที่จัดงานก็ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำกันได้ ที่สำคัญบางครั้ง อนุมัติให้จัดงาน ขายบัตรไปแล้ว อยู่ดีๆ ผู้มีอำนาจเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาดื้อๆ ก็ลุกขึ้นมาให้ยกเลิกการจัดงาน เพียง 1 วันก่อนมีงานก็เคยเจอกันมาแล้วครับ
มาตรฐาน ถ้าเทียบมาตรฐานต่างๆ ในประเทศเวียดนาม ยังถือว่าไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็นในหลายๆ อย่างครับ อาทิ เรื่องหมวกกันน็อคที่บังคับให้คนขับขี่มอเตอร์ไซต์ต้องสวมใส่ทุกคน ต้องยอมรับว่าทางการบังคับใช้ได้อย่างทั่วถึงจริง แต่ถ้าไปดูที่คุณภาพหมวกที่ใช้แล้ว คุณภาพและความปลอดภัยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ค่อนข้างบาง คือมีความหนากว่าหมวกแก๊ปทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้ากรณีเกิดอุบัติเหตุจริงคงช่วยอะไรไม่ได้เลย หมวกที่คนไทยเราใช้สำหรับปั่นจักรยาน ทั่วไปแข็งแรงกว่ามากครับ นี่แค่ 1 ตัวอย่างนะครับ หรือ แม้แต่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในธุรกิจอีเวนท์ แสง เสียง ก็ถือได้ว่าประเทศไทยเราก้าวล้ำไปไกลกว่ามากครับ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อันนี้ผมยืนยันว่า ไม่มีทางสู้บ้านเราได้เลยครับ จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งประเทศในเวียดนามมีเพียง 7 ล้านกว่าคน ในขณะที่ของเรามีถึงกว่า 24 ล้านคนมากกว่าหลายเท่า เนื่องจากเวียดนามเองขาดแหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมก็คล้ายคลึงไปทางประเทศจีนมาก การแสดงศิลปะที่เป็นตัวตนของชาติจึงยังสู้ศิลปวัฒนธรรมของไทยดั้งเดิมที่มีมากว่านับร้อยนับพันปีไม่ได้
แหล่งท่องเที่ยวก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือให้ความสำคัญมากนัก ส่วนพวกสถานที่ท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือเป็น Man made นั้นยิ่งหาได้น้อยมาก
นี่คงเป็นมุมมองที่ผมได้สัมผัส เวียดนามอย่างใกล้ชิดในระดับหนี่ง แต่ไม่ได้ให้คนไทยหลงว่าเรายังนำเขาอยู่ ตราบใดที่เรายังมีผู้นำในสังคมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศให้เติบโตไปได้ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือกลับนำพาประเทศถดถอยลงไปแล้วล่ะก็
อย่าว่าแต่เวียดนามเลยครับ ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็ทิ้งเราแบบไม่เห็นฝุ่นเลยก็เป็นได้เช่นกันครับ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น